ปาฏิหาริย์ ของหลวงพ่อเงิน

ปาฏิหาริย์หลวงพ่อเงินที่ยังคงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ต้นโพธิ์เงินพ่อเงินเหล่านี้ ได้แก่ ต้นโพธิ์ที่หลวงพ่อเงินหักกิ่งก้านแล้วนำมาตั้งไว้ริมน้ำหน้าอุโบสถวัดวังตะกอก่อนนำไปติด ให้หลวงพ่ออธิษฐานจิตเพื่อตัดสินใจว่าถ้าวัดของคุณจะเจริญรุ่งเรืองขอให้กิ่งโพธิ์นี้แตกแขนงออกไปด้วย

ต่อมาไม่นานพระโพธิสัตว์ก็หยั่งรากลึกลงไป และเติบโตอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับวัดของคุณที่คุณได้สร้างขึ้นเมื่อเขาอยู่ที่วัดนี้เขาทำไม้ใต้ต้นโพธิ์ เพื่อพักผ่อนลักษณะของท่าน แต่เมื่อท่านมรณภาพพระครูเจ้าอาวาสได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเดิม ซึ่งเก่ามาก แต่กิ่งก้านของต้นโพธิ์ของหลวงพ่อได้มาบังหน้าวัดทำให้ขาดความสวยงามเป็นอย่างมากพระครูธรรมเวทย์ได้ว่าจ้างชาวบ้านให้ตัดกิ่งเหล่านั้นออก

แต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเสี่ยงที่จะกระทบงานของหลวงพ่อขนาดนี้ ในที่สุดพระครูจึงได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบทูลหลวงพ่อเงินเพื่อขอความกรุณาโดยการตัดกิ่งโพธิ์ในครั้งนี้เพื่อให้พระอุโบสถสวยงามยิ่งขึ้นไม่ถือเป็นการลบหลู่ที่จะลองทำอะไรดีๆกับหลวงพ่อและ ขอให้หลวงพ่อทุบทิ้งด้วย จากนั้นเพียงไม่กี่วัน กิ่งโพธิ์หักลงมาเอง ไม่มีพายุหรือมีสิ่งผิดปกติจากภัยธรรมชาติใด ๆ เลย

เมื่อกิ่งโพธิ์ใหญ่หักโค่นเองโดยไม่ต้องตัดต้องรบกวนใครมาช่วยตัดเหมือนที่เจ้าอาวาสได้ให้นางจันทร์ชาวบ้านแถวนั้นมาจัดการเลื่อยเป็นชิ้น ๆ และเผาถ่านอย่างละครึ่งของวัดหลังจากเลื่อยเสร็จก็นำไปกองเพื่อจุดไฟ แต่น่าทึ่งมากที่คุณจะเอาอะไรมาทำเป็นเชื้อจุดไฟ ไม้โพธิ์นั้นไม่เต็มใจที่จะจุดไฟ ในทางตรงกันข้ามเองก็มีแผลไฟไหม้หูและตาของมันก็มืดไป ฟังอะไรไม่รู้ เป็นทุกข์ที่สุดแล้วเพียงไม่กี่คืนหลวงพ่อเงินก็เข้ามาดุและพูดกับนางจันทร์ในความฝันว่า “ฉันให้ของดีของเธอใช้เธอไม่รู้ค่าเอาไปเผาใหม่” เมื่อนาง จันทร์สะดุ้งทบทวนฝันดีนำดอกไม้ธูปเทียนอายุของตัวเองมาขอขมาต่อหน้ารูปปั้นหลวงพ่อเงิน เพียงไม่กี่วันอาการของนางจันทร์ก็กลับมาเป็นปกติ

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514 ต้นโพธิ์ของหลวงพ่อเงินต้องโค่นลง ครั้งนี้ไม่ใช่กิ่งไม้หักเหมือนครั้งที่แล้ว หาก แต่พังตั้งแต่ต้นโดยไม่มีพายุหรือพายุฝนฟ้าคะนองทันใดนั้นมันก็พังทลายลงด้วยตัวเอง

บทเรียนที่เกิดขึ้นกับน. ส. จันทร์ในครั้งก่อน. เตือนสติชาวบ้านได้เป็นอย่างดีทุกคนต่างพากันนำกิ่งโพธิ์เล็กบ้างใหญ่บ้างขึ้นเกาะเป็นรูปโพธิ์ หรือวัตถุมงคลอื่น ๆ จนไม่เหลืออะไรให้เห็นดังนั้นแม้แต่ต้นโพธิ์แห่งการอธิษฐานของหลวงพ่อก็ยังไม่ผ่าน “อนิจจัง”

ในปี 2515 ทางวัดได้จัดพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลต่าง ๆ ดวงอาทิตย์เจิดจ้าในตอนเที่ยงทันใดนั้นก็มีแสงรัศมีล้อมรอบ เป็นที่แปลกใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก พอตกกลางคืนก็เกิดจันทรุปราคาอีก ชาวบ้านตีเกราะเคาะสิ่งของและยิงปืนเสียงดังตามประเพณีที่เชื่อกันมา แต่โบราณ เมื่อมีเสียงดังราหูจะคลายจันทร์ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ยกปืนขึ้นและยิงไปที่ต้นไม้ ซึ่งมีโฆษณารูปหลวงพ่อเงินปรากฎว่าถ่ายไม่ได้เลยไปเก็บไว้ บางรายซื้อขายด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง

ของดีอีกอย่างคือ “แป” หรืออานที่ใช้นั่งบนหลังช้าง เป็นอาสนะที่พระบิดาเจ้าข้าใช้นั่งทับ บนหลังช้างเมื่อออกไปบวชให้ลูกหลานชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลงานบุญหลวงพ่อได้นำไปไว้ที่หลังพระอุโบสถหลังเก่า ต่อมามีคนมาขอตัดแบ่งทำตะกร้า พระเครื่องอื่น ๆ จนไม่เหลือแม้แต่เศษเล็กเศษน้อย

ละมุดไม่ผ่านกฎธรรมชาติของโลก เมื่อทุกอย่างในสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ต่อมาก็ล่วงลับไปถึงต้นละมุด ขึ้นหน้าหลวงพ่อกุฏิว่าหลวงพ่อใช้เป็นที่สำหรับผู้ที่ต้องการรดน้ำมนต์นั่งใต้ต้นละมุดนี้ตายแบบแปลก ๆ

แต่ตามปกติถ้าต้นไม้ตายใบจะร่วงหมดก่อน จากนั้นลำต้นก็แห้ง แต่ละมุดนี้แม้จะตายไปหลายเดือน แต่ใบก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ แม้จะแห้งและกรอบต่อมาก็มีคนมาขอส่วนหนึ่งนำไปแกะต่างๆเพื่อทำตะกรุดและวัตถุมงคลอื่น ๆ ปรากฎว่าปืนกันระเบิดได้ดีและเหมือนกันหมดทุกองค์ แม้แต่รากเล็กน้อยก็ไม่มีอะไรเหลือให้เห็นเหมือนเช่นเคย

พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ยี่สิบแปดในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในราชวงศ์ “อาภากร ณ อยุธยา” จากสำนักหลวงปู่ศุขแห่งวัดมะขามเฒ่า

จากนั้นได้กราบพระครูผู้เรืองวิทยาคมในแผ่นดินสยามนี้ นอกจากท่านอาจารย์สุขแล้วยังมีพระเถระรูปอื่นอีกหรือไม่ ด้วยเทคนิคมายากลที่สูงเกินไปสำหรับคุณหรือแม้กระทั่งเสมอเหมือนคุณอีกครั้ง

“จากนี้ล่องเรือไปวัดวังตะโกหรือวัดบางคลานยังมีธารครูบ้านบางคลานอำเภอโพทะเลจังหวัดพิจิตรชื่ออาจารย์เงินท่านมีวิชาอาคมแก่กล้ายากยิ่งนักที่จะหาผู้ใดมี มีทักษะที่เฉียบคมเสมอเหมือนอาจารย์เงินคุณเป็นศิษย์อาวุโสของฉันจนกว่าจะได้เกิดมาคุณจะได้เห็นผู้ชายคนนี้แน่นอน “

จากการที่ได้ทราบกิติศัพท์ของหลวงพ่อเงินแล้วกรมหลวงชุมพร จึงได้เตรียมการมุ่งขึ้นสู่ถิ่นชาละวัน หลังจากได้ร่ำเรียนสรรพวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข จนหมดทุกกระบวนความแล้วนานประมาณ สิบห้าวัน กับพระอาจารย์แห่งวัดมะขามเฒ่าแห่งนี้

หลังจากหลวงพ่อเงินทราบแล้วจึงได้โทรหาพระลูกวัดและลูกศิษย์และญาติโยมที่อยู่ใกล้วัดว่าวันและเวลาจะมาเร็ว ๆ นี้ “ เสือกำลังมา” จัดพิธีต้อนรับ แต่ทุกคนรวมทั้งพระในวัดรอ “เสือมา” และไม่รู้ว่าใครจะมา จากวันและเวลาเพียงแค่การเดินทางของกรมหลวงชุมพรโดยเรือไม่นานนักเราก็มาถึงท่าเรือวัดตะโก วันนั้นก็เหมือนกันพระเรียกให้ทุกคนมาสั่งว่า “วันนี้เสือจะมาถึง” ก็จริง

พระอาทิตย์กำลังตกดินในตอนบ่าย เรือของกรมหลวงชุมพรจอดเทียบท่าหน้าวัดจึงถามพระในวัดว่าหลวงพ่อเงินหายไปทางไหน ทางวัดจึงบอกว่าหลวงพ่อเงินสั่งว่าจะไปจำพรรษาที่วัดท้ายน้ำแล้วกลับเมื่อไหร่ กรมหลวงชุมพรฯ สั่งถอยขบวน แต่ในช่วงบ่ายกลับมาอีกครั้งพบว่าหลวงพ่อเงินยืนรอรับอยู่แล้วเมื่อไหร่พอสนทนากันได้กรมหลวงชุมพรศึกษาต่อจากหลวงพ่อเงินจนนาน ไม่ถึงครึ่งเดือนจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ

หลวงพ่อเงินทั้งสององค์และหลวงปู่ศุขทั้งสองเป็นพระของกรมหลวงชุมพร แต่หลวงปู่ศุขบอกว่าหลวงพ่อเงินเป็นพี่ที่ร่วมอาจารย์เดียวกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าพระอาจารย์หลวงพ่อเงินกับหลวงปู่ศุขคือใคร

เมื่อได้ข้อสรุปว่าทั้งสองคนนี้ต้องไปธุดงค์แล้วจึงได้พบกัน จากนั้นจะไปหาพระเถระผู้เก่งวิชาไสยเวท ท่านทั้งสองได้ศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์ที่ท่านพูดกับกรมหลวงชุมพร เขากล่าวว่า “ในฐานะศิษย์ร่วมของอาจารย์คนเดียวกัน” และคุณทั้งคู่ประวัติของคุณหายไปนานมาก ประวัติหลวงพ่อเงินขาดตอนมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบปีระหว่างที่ท่านออกธุดงค์ปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ในป่าจนกลับมาอยู่วัดท้ายน้ำ และย้ายไปวัดบางคลานในวาระสุดท้าย